ใครทำไม่ได้ ผมทำได้
 
23 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 10:00:00
 
วุฒิวงศ์ โต๊ะทอง
 

คนพิการและไม้เท้าคลำทางให้คนตาบอด รวมไปถึงเตียงช้างหรือชุดปฐมพยาบาลช้าง และอีกหลายเรื่องที่เขาทำเพื่อสังคม เขาคนนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากไหน จุดประกาย พาไปค้นหาบางเรื่องในจิตใจของเขา

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

เกือบ 10 ปีแล้วที่ วุฒิวงศ์ โต๊ะทอง เจ้าของหจก.วงศ์ธนาวุฒิ จำหน่ายเครื่องจักรโรงงานมือสอง และประธานชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ร่วมกับเพื่อนๆ นักธุรกิจทำขาเทียมแจกให้คนพิการฟรีๆ และไม่เคยขอเงินบริจาคจากที่ใด

ต้นทุนขาเทียมราคาไม่เท่าไร แต่ราคาในท้องตลาดสูงมาก
 

หลายคนรู้เรื่องของเขาเป็นอย่างดี เขาไม่ได้หยุดคิดแค่นั้น ยังหาโอกาสช่วยเหลือสังคมในเรื่องที่คนอื่นไม่ทำ อย่างการทำเตียงผ่าตัดช้าง ชุดปฐมพยาบาลช้าง และล่าสุดชุดช่วยเหลือปลาวาฬเกยตื้น รวมไปถึงโครงการกำจัดขยะครบวงจรที่ยังไม่มีหน่วยงานไหนรับความคิดไปดำเนินการ

บางแง่มุมของวุฒิวงศ์ คนส่วนใหญ่ต่างรู้ว่า เขาเป็นนักธุรกิจใจสู้ มีเพื่อนร่วมอาชีพช่วยกันคิดและทำ และรู้จักประยุกต์องค์ความรู้ที่มีอยู่สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ออกมามากมาย ซึ่งบางเรื่องชาวต่างชาติยังทำไม่ได้

เมื่อถามเล่นๆ ไปว่า "ทำขาเทียมแบบแทมมี่ (ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ทหารหญิงที่ร่วมรบในสงครามอิรักจนขาขาด) ได้ไหม เพราะเธอเคยบอกว่า ราคาขาเทียมของเธอเท่ากับซื้อบ้านได้ทั้งหลัง"

ชุดอุปกรณ์ปฐมพยาบาลช้าง
 

วุฒิวงศ์ ตอบอย่างมั่นใจว่า "ได้...แบบนั้นต้องควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ แต่ไม่จำเป็นสำหรับคนไทย"

แรงบันดาลจากภิกษุสงฆ์

ระหว่างการพูดคุย เขามักจะวกมาเรื่องการทำเพื่อถวายในหลวงอยู่บ่อยๆ แล้วเขาได้แรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อสังคมมาจากไหน

เขาเล่าด้วยน้ำเสียงที่ปลาบปลื้มใจว่า ตอนช่วงอายุ 48 ปี ได้มีโอกาสเห็นวัตรปฏิบัติของภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง ตอนนั้นเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้ว และเดินทางไปค้าขายในต่างประเทศ เขายอมทิ้งงาน 3 เดือนเพื่อเป็นลูกศิษย์พระในถ้ำแห่งหนึ่ง

"ชีวิตผมก็เหมือนนักเรียน ตอนแรกก็ไม่คิดว่า ตัวเราจะทำอะไรได้มากขนาดนี้ ตอนนั้นผมไปเจอภิกษุรูปหนึ่ง ท่านอยู่ในถ้ำไก่หล่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมไปอยู่กับท่านบนเขาหนึ่งพรรษา ผมรู้สึกเลยว่า ผมนี่โง่จัง สิ่งที่ผมรู้และเห็น มันเป็นแค่กระพี้"

ในช่วงนั้นวุฒิวงศ์ได้เห็นวัตรปฏิบัติของภิกษุสงฆ์รูปนั้น เขารู้ทันทีเลยว่า ชีวิตที่ผ่านมาเหมือนคนโง่ ไม่เคยทำเพื่อสังคม เราได้เห็นท่านตื่นแต่เช้าออกจากถ้ำตอนตี 5 มานั่งขัดกาแลที่จะใช้ทำโบสถ์ เราก็เคยทำงานก่อสร้าง ก็นึกในใจว่า ไม่มีทางสำเร็จ ท่านก็ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ

จากนั้นช่วงเวลา 7 โมง ท่านก็ลงมาปลูกต้นไม้ พอฉันอาหารเช้าเสร็จ ท่านก็มาสร้างส้วม ขุดดินทำเองทุกอย่าง

ภิกษุสงฆ์รูปนั้นทำให้วุฒิวงศ์หันมามองชีวิตตัวเอง เขาไม่เคยทำงานแบบนี้ ได้แต่สั่งลูกน้อง แต่เมื่อมาเป็นลูกศิษย์ท่าน ก็ต้องช่วยทำงาน ตอนนั้นทำงานจนมือไม้แตก ก็เลยเรียกลูกน้องมาช่วย

วุฒิวงศ์เล่าต่อว่า ช่วงใกล้เที่ยง ท่านก็เข้าถ้ำมาทำพระผงต่อ แล้วเราก็ช่วยตาก พอท่านฉันอาหารเพลเสร็จ ก็ลงไปทำงานอื่นๆ อีก จนกระทั่งเสร็จงานสามทุ่ม ท่านก็ปฏิบัติธรรม

"เราเห็นวงจรชีวิตแบบนี้ทุกวัน ท่านไม่เคยหยุดทำงานที่เป็นประโยชน์ ตอนนั้นผมเป็นลูกศิษย์อยู่ 3 เดือน ได้เห็นท่านแก้ปัญหาและทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้สังคม ถ้าเป็นคนธรรมดาปฏิบัติได้อย่างนี้ ผมว่าเจริญรุ่งเรือง"

เมื่อถามว่า ภิกษุสงฆ์รูปนั้นคือใคร วุฒิวงศ์บอกว่า หลวงปู่พุทธะอิสระ ตอนนั้นท่านยังไม่โด่งดังมากขนาดนี้ ท่านเคยบอกว่า ต่อไปพวกเราจะเข้าหาท่านไม่ถึง เราก็หัวเราะ

"ท่านเคยเล่าเรื่องที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ และที่เล่ามาก็เกิดขึ้นจริง จากนั้นผมก็มาช่วยท่านสร้างวัด จนกระทั่งผมชวนเพื่อนๆ มาตั้งชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย แต่ตอนนั้นไม่รู้จะทำกิจกรรมอะไร"

ไม่ยากที่จะเริ่มต้น

เขาเล่าถึงช่วงที่เพื่อนเดินทางมาจากอเมริกา แล้วคุยกัน จนเขารู้ว่า ในสวนจิตรลดา ในหลวงทรงให้คนปลูกข้าว ทำปุ๋ย เพาะเห็ด เขาก็เลยทำหนังสือไปที่สำนักพระราชวัง เพื่อพาเพื่อนๆ ในชมรมฯ เยี่ยมชม หลายคนได้เห็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเกษตร อันไหนต้องซ่อมแซมหรือประดิษฐ์ใหม่ ก็มีคนขันอาสาช่วยกันทำ

"แรกๆ ทางนั้นก็ไม่เชื่อฝีมือ ปรากฏว่าทำไปแล้วใช้ได้ตลอด พอเครื่องปั๊มน้ำเสีย เราก็ยกมาทำให้ ช่วยกันทำเครื่องทำกระดาษสา เครื่องบดเห็ดหลินจือ สกรูอัดแกลบ ปั๊มน้ำ"

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่วุฒิวงศ์และเพื่อนนักธุรกิจได้เรียนรู้การทำงานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่พวกเขาไม่ได้หยุดแค่นั้น พอทำแล้วทุกคนรู้สึกอิ่มใจ จนได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พอได้ช่วยงานในวังแล้ว เขาก็เลยคิดว่า น่าจะช่วยเหลือคนในสังคมบ้าง

และแล้วโอกาสก็มาถึง ตอนที่เขาขับรถติดไฟแดงเห็นโรงเรียนสอนคนตาบอด จึงเลี้ยวเข้าไป แล้วถามอาจารย์บุญมาว่า ที่นี่ขาดแคลนอะไร ได้รับคำตอบว่า ไม้เท้าคลำทางและอุปกรณ์อักษรเบรลล์ เพราะต้องซื้อจากต่างประเทศ

"ไม้เท้าพับได้ ไม่มีใครทำ เราก็กลับมาประชุมกัน แล้วทำอุปกรณ์ให้คนตาบอดเสร็จภายใน 7 วัน 3,000 ชุด แจกให้พวกเขา จากนั้นก็อยากทำถวายในหลวง ตอนพระองค์ท่านทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา ตอนนั้นผมก็บอกว่าเราจะทำขาเทียม ที่ประชุมไม่ยอมรับ เพราะมันทำยาก หลายคนบอกว่าทำไม่ได้ จนวันหนึ่งผมก็คิดว่า ขาเทียมนี่แหละ ใครไม่ทำ ผมทำเอง ก็ไปซื้ออุปกรณ์มาทำคนเดียว เพื่อนๆ มาเห็นก็บอกว่าไม่ได้เรื่องเลย (หัวเราะ) พอเห็นเราทำจริง ก็เลยมาช่วยกัน ปรากฏว่าทำขาเทียมเหนือเข่าชุดแรกเสร็จภายใน 20 วัน"

ความสำเร็จเหล่านี้มาจากความตั้งใจและการลงมือทำ ตอนนั้นเขาตระเวนไปโรงงานต่างๆ เกือบ 50 แห่ง ไม่ว่าโรงงานกลึง โรงงานหลอม จนเกิดปัญญาสร้างสรรค์ผลงาน ทำให้เพื่อนๆ ในชมรมรู้สึกทึ่ง เพราะไม่ว่าจะพูดเรื่องใด เขารู้และอธิบายได้หมด

"ผมบอกรายละเอียดแต่ละเรื่องได้ ผมเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่มีในตำรา ฝรั่งยังคิดไม่ได้เลย"

อิ่มใจที่ได้ช่วยเหลือ

นอกจากนี้พวกเขายังเดินทางไปทำขาเทียมให้ชาวจีนที่พิการ และไม่เคยคิดจะทำขาย ส่วนใหญ่แจกฟรี วุฒิวงศ์บอกว่า ตอนนี้การทำขาเทียมกลายเป็นเรื่องง่าย ทั้งคิดเอง ทำเอง แจกเอง ทำมา 9 ปีแล้ว และอยากย้ำอีกเรื่องคือ การเอาหูกระป๋องอะลูมิเนียมมาทำขาเทียมเป็นเรื่องหลอกคนทั้งประเทศ เมื่อ 7 ปีที่แล้วเคยแถลงข่าวไปแล้ว แต่คนก็ยังฝังใจว่า เขาได้ทำบุญ บางคนก็ยังเก็บรวบรวมหูกระป๋องไว้บริจาคทำขาเทียม

"ที่ผมบอกว่าหลอก เพราะหูกระป๋อง เวลาเอามาหลอมได้เนื้ออะลูมิเนียมนิดเดียว ไม่คุ้มหรอกครับ ทั้งประเทศช่วยกันเก็บเป็นร้อยๆ ตันเป็นภูเขาขยะ มันใช้ไม่ได้ แล้วตอนนั้นผมลงไปว่า ถ้าองค์กรไหน อยากได้ชิ้นส่วนที่เป็นอะลูมิเนียม ชมรมฯ จะทำให้ฟรี ไม่ต้องเก็บหูกระป๋องเพราะใช้ทำขาเทียมไม่ได้ ที่ผมเดือดร้อนเพราะทุกคนหอบมาให้ผม เพราะผมทำขาเทียม ผมจะทิ้งก็ไม่ได้ ก็เลยเอาไปขาย แล้วเอาเงินส่งไปให้พวกเขา อุปกรณ์ขาเทียมที่จำหน่ายในท้องตลาดราคาสูงมาก บางชิ้นราคากว่าพันบาท แต่ผมสามารถทำได้ดีและมีคุณภาพในราคาร้อยกว่าบาท"

นอกจากการประดิษฐ์ขาเทียมแล้ว เขายังคิดค้นอุปกรณ์ช่วยเหลือช้าง ถ้าเรื่องไหน ใครทำไม่ได้ เขาจะพยายามทำจนสุดความสามารถ เพราะเรื่องยากๆ อย่างขาเทียมก็ทำมาแล้ว

"พี่ครับ ช่วยทำเฝือกให้ช้างหน่อยครับ" เขาเล่าถึงเสียงตามสายจากสัตวแพทย์ที่คุ้นเคย

แล้วทำไมคนอย่างเขาต้องให้ความสำคัญกับช้าง เขาบอกว่า ช้างเมืองไทยเหลือน้อยเต็มที และช้างเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ

เขาเล่าถึงที่มาในการทำขาเทียมให้ช้าง ตอนที่พวกเขาไปถึงสถานที่เกิดเหตุ ช้างก็ใกล้ตายแล้ว เพราะแผลอักเสบ มันถูกซุงทับ ขาเน่า ลองคิดง่ายๆ น้ำหนักช้างเกือบ 5 ตัน แล้วสัตวแพทย์ไปทำแผล มันก็เตะ ถีบ ดิ้นรนเพื่อป้องกันตัวเอง เมื่อรักษาแผลก็ต้องเอายามาใส่ แล้วน้ำหนักตัวกดทับบาดแผล

"ตอนนั้นผมไปดูมัน น้ำตามันไหลพราก มันเจ็บ แล้วมันเอาหัวงวงค้ำกับเสา เพื่อผ่อนน้ำหนักตัว"

คุณคิดว่า สภาพแบบนี้จะทำขาเทียมได้ไหม ต้องรักษาแผลให้หายก่อน

เขาเล่าย้อนเหตุการณ์เกี่ยวกับช้างอีกว่า มีช้างคลอดลูกตายคามดลูก ทั้งแม่และลูก ตอนนั้นสัตวแพทย์ไม่มีเครื่องมือ เพราะไม่มีประเทศไหนมีช้างมากขนาดนี้

"เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วผมบอกสัตวแพทย์ว่า ช้างตายแบบนี้เรามานั่งคิดกันดีกว่า เพราะทุกวันนี้หมอมีแต่ยาและมือเปล่า ทุกวันนี้ช้างตายเพราะขาดเครื่องมือในการช่วยเหลือ ผมรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม เมื่อ 3 ปีที่แล้วผมเริ่มทำเตียงผ่าตัดช้าง ถ้าเราจับช้างมานอนได้ จะผ่าตรงไหนก็ง่าย หมอก็เห็นด้วย คราวนี้ไม่ใช่แค่เตียงอย่างเดียว เจอปัญหาช้างตกหล่ม ยกขึ้นไม่ได้ ก็เอารูปมาดูกัน ผมก็บอกว่า ถ้าเราทำเครื่องมือสามเกลอยกช้าง ก็จะช่วยช้างได้ ต่อมาก็ทำเรื่องเปลหิ้วช้าง"

วุฒิวงศ์ เล่าต่อว่า ที่ทำเครื่องมือชุดปฐมพยาบาลให้สัตวแพทย์นำไปรักษาช้าง ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่และทำให้ฟรีๆ เรื่องนี้เป็นสำนึกที่เราควรทำ การรักช้างไม่ใช่รักด้วยน้ำตา เราต้องช่วยเขา อย่างช้างคลอดลูก สัตวแพทย์ก็ไม่มีเครื่องมือ มีเพียงมีดผ่าตัดสุนัขอันเล็กๆ

จากจุดนั้นเขามานั่งคิดหาวิธีทำเครื่องมือผ่าตัดช้าง เพราะเวลาสัตวแพทย์จะผ่าหนังช้างหนาๆ ต้องใช้คนช่วย 5-10 คน เพื่อนั่งถ่างหนังช้าง ก็เลยคิดว่า พวกเราน่าจะทำเครื่องถ่างหนังช้าง เครื่องถ่างปากช้าง เพราะช้างหนังหนามาก

ไม่ใช่แค่นั้น เขายังทำเข็มเย็บแผลช้าง มีขนาดใหญ่กว่าเข็มเย็บหนังวัว เมื่อก่อนใช้เอ็นหรือลวดสเตนเลสเย็บแผล แต่เขาใช้ไหมที่ทำเสื้อเกราะมาใช้เย็บแผลช้าง เพราะเหนียวกว่า พอเย็บเสร็จก็ต้องดูแลอวัยวะข้างในของช้าง ไม่เช่นนั้นแผลอาจแตกได้ ก็ใช้ผ้าที่ทำเสื้อเกราะมาปิดแผลให้ช้าง และตอนนี้กำลังทำเตียงช้างแจกให้ทุกภาคของเมืองไทย

"อย่างกรณีช้างขาหัก สัตวแพทย์โทรมาปรึกษาว่า จะใช้อุปกรณ์อะไรช่วยเหลือช้างได้บ้าง หรือกรณีเร่งด่วน ต้องทำเฝือกช้างส่งไปสุรินทร์ ก็ต้องหยุดงานอื่นๆ ก่อน หรือกรณีช้างกระดูกหัก ก็ต้องทำเหล็กดามกระดูกให้ทันที พอส่งไปถึง มันก็ตายแล้ว เพราะเราขาดเครื่องมือปฐมพยาบาล อย่างเปลที่จะทำให้ช้าง เดิมทีเป็นเชือกไนลอนที่ใช้ดึงเรือ เชือกพวกนี้นุ่มผูกปมได้ง่าย ไม่ลื่น นุ่มต่อหนังสัตว์ บังเอิญเราอยากทำบุญกุศล ก็เลยได้เชือกพวกนี้มาทำเปลให้ช้าง ตอนนี้เราทำเตรียมไว้เพื่อถวายให้พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ช้างเผือกช้างแรกคู่พระบารมีในหลวง เพราะอายุมากแล้ว"

หลายคนเคยถามเขาว่า ทำเรื่องพวกนี้ไปทำไม เขาบอกว่า ต้องมองให้ไกล ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อในหลวง อย่างเตียงช้างได้มีการจดลิขสิทธิ์และทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรให้ในหลวง

"ต่อไปในอนาคต ถ้าช้างของประเทศเพื่อนบ้านทั้งในศรีลังกา แอฟริกา และอินเดียเกิดอุบัติเหตุ เราก็ส่งอุปกรณ์พวกนี้ไปช่วยเหลือ เราทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรให้ในหลวง เพื่อเผยแพร่พระบารมีพระองค์ท่านจะได้พระราชทานเตียงช้างไปให้ประเทศต่างๆ ผมโชคดีที่เพื่อนๆ มีโรงงานและช่วยกันทำ เรามีความสุขที่ได้ทำ"

นอกจากนี้ยังมีชุดช่วยเหลือปลาวาฬที่เขากำลังทำ อุปกรณ์ชุดนี้คิดเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ทดลอง เวลาปลาวาฬเกยตื้น ก็จะใช้เครื่องมือที่คิดค้นลากปลาวาฬคืนสู่ทะเล ถ้าเราทำตรงนี้สำเร็จ ก็น้อมเกล้าฯ ถวายในหลวง เพื่อพระราชทานไปที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ส่วนสัตว์อื่นๆ ไม่ว่ายีราฟ แรด หมี ควาย ก็สามารถใช้เครื่องมือปฐมพยาบาลชุดเดียวกับช้างได้

กำจัดขยะเรื่องง่ายๆ

แม้เขาจะพยายามสร้างเครื่องจักรเพื่อกำจัดขยะได้ทุกรูปแบบ แต่ไม่มีหน่วยงานใดขานรับนำแนวคิดนี้ วุฒิวงศ์ บอกว่า ถ้าเราไม่แน่จริง เราไม่กล้าพูด ถ้าทำตามแบบของโครงการก็จะไม่มีขยะเหลือเลย และรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย

แม้เขาจะเปิดตัวโครงการไปนานแล้ว และนำเสนอหน่วยงานรัฐให้นักวิชาการมาดูงาน แต่ก็ยังไม่มีใครนำไปใช้ เขาบอกว่า ไม่อยากให้ทำเป็นธุรกิจ อยากให้ทำเพื่อสังคมก่อน

"โครงการของเราไม่เหมือนเจ๊กขายขวด แม้กระทั่งถุงพลาสติกใส่น้ำแกง รองเท้าเก่าๆ ศาลพระภูมิ ท่อระบายน้ำ เราก็กำจัดได้ ผมมีตัวอย่างให้ดูทั้งหมด ผมย่อยวัสดุพวกนี้ได้หมด อย่างเตาเผาขยะที่ใช้เงินกว่าสองพันล้านบาท ทุกวันนี้ใช้ไม่ได้ เพราะขยะบ้านเราทั้งชื้นและเปียก แล้วความร้อน 800 องศาฯ ไม่อาจเผาได้หมด จึงต้องใช้ก๊าชเพิ่ม เสียงบหลายล้านบาท ขี้เถ้าที่ออกมาจากการเผา ก็มีปัญหาอีกเพราะความชื้น ทำให้เกิดมลพิษ"

เขาบอกว่า การเผาขยะเป็นวิธีการสิ้นคิด แต่วิธีการกำจัดขยะของเรามีหลายวิธี เพราะทุกสิ่งต้องย่อมสลายตามกาลเวลา เราจะทำขยะใหญ่ให้เป็นขยะเล็ก และแยกขยะจากต้นทาง โดยมีถังขยะที่ประดิษฐ์ขึ้นมีเสียงเพลงใส่ถุงสีต่างๆ เพื่อใช้แยกประเภทขยะ

"อย่างขยะสารพิษ ถ่านไฟฉาย บางบริษัทยังกำจัดไม่ได้ เราทำได้ แต่ผมบอกวิธีการไม่ได้ เพราะเดี๋ยวคนนำไปทำธุรกิจ ผมอยากทำเพื่อสังคม หลอดไฟนีออนห้าล้านหลอด ใครกำจัดไม่ได้ เรามีวิธีทำได้"

นอกจากความเชื่อมั่นเรื่องขยะพิษแล้ว ขยะโฟมก็นำมาทำประโยชน์ได้ ต้องไม่ให้โดนไฟ ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดสารพิษ เขาบอกว่า ถ้านำมารีไซเคิลใหม่ต้องไม่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย อย่างหมอนที่อัดด้วยโฟม ก็เอาโฟมมาผสมกับยาง หรือผสมกับฟองน้ำ อย่างขยะยางหลายคนบอกว่า กำจัดยาก แต่เขาใช้เวลาไม่กี่นาทีจากชิ้นใหญ่ๆ กลายเป็นผง

"ถ้าผมได้ทำโครงการนี้เพื่อสังคม ไม่ว่าคุณจะทิ้งขยะอะไร ผมได้ตังค์หมด แต่ผมไม่ได้ทำธุรกิจ โครงการนี้ไม่เกิด เพราะฝ่าด่านผลประโยชน์ไม่ได้ อย่างกทม.กำจัดขยะโดยวิธีแบบนินจา เก็บขยะแล้วขนไปทิ้งรวมกันเป็นภูเขาที่อ่อนนุช จากนั้นขนไปทิ้งที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมและจังหวัดฉะเชิงเทรา นั่นเป็นการกำจัดขยะไหม เอาขยะบ้านคุณไปทิ้งบ้านคนอื่น"

หลายเรื่องที่เล่ามา เขาย้ำว่า ไม่หวงวิชาความรู้ แต่ต้องทำเพื่อสังคมก่อน อย่างโครงการกำจัดขยะรูปแบบนี้ทำได้จริง แต่ไม่มีใครนำไปทดลอง

"ถ้าผมทำแล้วไม่สำเร็จ ผมจะคืนเงินให้รัฐบาล"

เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

[ หน้าแรก ] [ ชมรม ]


ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย
110/108 ถ.เอกชัย-บางบอน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150
โทร. 899-6372-5, 4160308-9